 |


|
 |

 |
| รู้จักกับหมู่บ้านคลองเรือ |
|
 |
 |
 |

 ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ท่องเที่ยวหมู่บ้านคลองเรือ เว็บไซต์ที่นำเสนออีกทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวผู้สนใจจะสัมผัสความงามของธรรมชาติบนผืนป่าต้นน้ำพะโต๊ะ และวิถีชีวิตของชุมชนกลางป่า ต้อนรับและนำเที่ยวโดยชาวบ้านคลองเรือ
ผืนป่าต้นน้ำพะโต๊ะเป็นป่าประเภทดิบชื้น ซึ่งเป็นสภาพป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ พรรณไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น ระหว่างทางเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาตินักท่องเที่ยวจะได้รู้จักกับต้นไม้เล็กใหญ่หลากหลายชนิด เรียนรู้องค์ความรู้ท้องถิ่นในเรื่องสรรพคุณพรรณไม้สมุนไพร ประทับใจกับบัวผุด ดอกไม้ขนาดใหญ่ที่พบได้ไม่กี่แห่งในประเทศไทย พบเห็นร่องรอยของสัตว์ป่านานาชนิด ชุ่มชื่นกับน้ำตกซึ่งมีถึงสองแห่งในบริเวณหมู่บ้าน
นอกเหนือไปจากความน่าสนใจทางธรรมชาติแล้ว วิถีชีวิตของชุมชนก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยอุปสรรคในเรื่องทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภคต่างๆยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านคลองเรือ ชาวบ้านในชุมชนอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้น้ำประปาภูเขาที่ต่อมาจากน้ำตกเหวตาจันทร์ กลุ่มท่องเที่ยวบ้านคลองเรือจะนำท่านเที่ยวชมวิถีชีวิตชุมชนในแง่มุมต่างๆอาทิเช่น การกรีดและรีดยางเพื่อทำยางแผ่น การร่อนแร่ดีบุกในธารน้ำ และการจักสาน และพิเศษไปกว่านั้นในช่วงฤดูฝนนักท่องเที่ยวจะได้ลิ้มรสผลไม้สดๆนานาชนิดจากสวนผลไม้บ้านคลองเรือ ในฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูกาแฟนักท่องเที่ยวจะได้เห็นและร่วมกรรมวิธีการผลิตกาแฟตั้งแต่วิธีการเก็บ ตาก สี คั่วและชงกาแฟสด
 ด้วยวิถีชีวิตของชุมชนที่เรียบง่ายและงดงาม ผืนป่าที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลาย หมู่บ้านคลองเรือจึงเป็นสถานที่หนึ่งที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง และล่าสุดหมู่บ้านคลองเรือได้รับการคัดเลือกจากสำนักพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งใน โฮมสเตย์มาตรฐานของประเทศไทย
|
 |
 |
|
|

 |
| ที่อยู่ - ประวัติหมู่บ้าน |
|
 |
 |
 |

 หมู่บ้านคลองเรือตั้งอยู่ที่ หมู่ 9 ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร
แต่เดิมพื้นที่บริเวณบ้านคลองเรือเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งปี 2518 มีผู้เข้าไปอาศัยและบุกรุกป่าเป็นที่ทำกิน ครอบครัวของนายละเมียด สวัสดิภักดี เป็นครอบครัวแรกที่อพยพเข้ามาในพื้นที่เพื่อร่อนแร่ดีบุก ทำเหมืองแร่แบบชักจอบ (การทำเหมืองแร่โดยการใช้จอบขนาดใหญ่ หน้ากว้างประมาณ 50-80 ซ.ม. คุ้ยดิน หิน ทรายตามในคลองและริมคลอง แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่าน พัดพาเม็ดทรายออกไป ให้เหลือแต่แร่อยู่ด้านหลังของจอบชักนั้น แล้วใช้เลียงซึ่งมีลักษณะคล้ายกะทะร่อนเพื่อคัดเลือกเอาเนื้อแร่อีกครั้ง) เมื่อแร่หาได้ยากขึ้นและมีราคาถูกลง จึงเริ่มหันมาแผ้วถางป่า เพื่อทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกกาแฟและผลไม้ต่างๆ ในระยะต่อมาลุงเมียดได้ชักชวนญาติพี่น้องตลอดจนคนต่างถิ่นเข้ามาร่วมทำกินมากขึ้น ประกอบกับราคากาแฟมีราคาสูงขึ้นในขณะนั้น ทำให้มีผู้อพยพเข้ามาบุกรุกถางป่าเพื่อทำไร่กาแฟเป็นจำนวนมาก ในช่วงปี 2528-2531 เป็นช่วงที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่ามากที่สุด การปราบปรามก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากการเดินทางสัญจรต้องอาศัยการเดินเท้าหรือใช้ม้าเป็นหลัก
จวบจนกระทั่งปี 2537 หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะซึ่งมีหน้าที่หลักในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ จึงเริ่มเข้าหาชุมชนและสร้างความเข้าใจกับชุมชนในเรื่องการอนุรักษ์ป่า โดยการสำรวจข้อมูล และให้ชุมชนเลือกตั้งคณะกรรมการโครงการคนอยู่-ป่ายัง เพื่อวางกฏระเบียบของชุมชนในการใช้ประโยชน์จากป่าด้วยสมาชิกในชุมชนเอง สมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจและให้ความร่วมมือกับโครงการเป็นอย่างดี ทำให้การบุกรุกแผ้วถางป่าในพื้นที่หมู่บ้านคลองเรือจึงยุติลงอย่างเด็ดขาด จนได้ชื่อว่าหมู่บ้านรักษาป่ายอดเยี่ยม และได้รับคัดเลือกให้รับพระราชทานธงพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541
ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าชุมชนบ้านคลองเรือคือตัวอย่างหนึ่งของการพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมกลืนของคนกับป่า พิสูจน์ให้เห็นว่าคนสามารถอยู่กับป่าด้วยการจัดการชุมชน ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อย่างลงตัว
|
 |
 |
|
|

 |
| ห้องเรียนพิเศษบ้านคลองเรือ |
|
 |
 |
 |

 คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่โยกย้ายมาจากที่อื่นๆเข้ามาทำมาหากิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เมื่อมีจำนวนคนมากขึ้นเรื่อยๆจึงได้กลายเป็นหมู่บ้าน "คลองเรือ" ในปัจจุบัน แต่เดิมคนในชุมชนได้ส่งบุตรหลานไปเรียนที่ ร.ร. ปากทรง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านและการเดินทางก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องเดินลุยข้ามลำน้ำ หากเป็นช่วงน้ำหลากปริมาณน้ำก็จะสูงขึ้น ทำให้เด็กๆไม่สามารถข้ามไปเรียนได้ คนในชุมชน พระประจักษ์ศิริราชา(อาจารย์พร้อม) และอาจารย์เหนอ (ทั้ง2รูปเป็นพระอาจารย์ที่ชาวชุมชนคลองเรือให้ความเคารพ) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการศึกษาของบุตรหลาน จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นใหม่ในท้องถิ่น โดยให้ชื่อโรงเรียนว่า "ประจักษ์ศิริราษฎร์อุปถัมภ์" ในเวลาต่อมา โดยเริ่มแรกมีอาคารเรียนหลังเดียว เปิดสอนตั้งแต่ ป.1-ป.4 เท่านั้น
ในปัจจุบันเมื่อมีนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงเรียนประจักษ์ศิริราษฎร์อุปถัมภ์(ห้องเรียนพิเศษบ้านคลองเรือ) ได้ขยายการเรียนการสอนขึ้นตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ป.6 มีนักเรียนทั้งหมด 43 คน โดย ส.ต.อ.วัลลภ แสงจันทร์(ครูลภ)เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ,นาย วีรศักดิ์ กฤษณาพันธ์(ครูอ้วน) ,นาย สิทธิศักดิ์ แก้วรักษา (ครูชิ๊ก) เจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เป็นครูผู้สอน และยังมีพี่เลี้ยงอนุบานอีก 1 คน (คนในหมู่บ้านคลองเรือเป็นคนจัดจ้างเอง) โรงเรียนยังได้รับกองทุนอาหารกลางวันสำหรับเด็กจากหน่วยงานราชการเพียง 40 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ นอกจากกองทุนอาหารกลางวันที่ยังไม่พอแล้ว ยังขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน,อุปกรณ์กีฬา ,การเรียนดนตรี เป็นจำนวนมาก จึงขอรับบริจาคสิ่งของดังกล่าวเพื่อไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า
ผู้ที่สนใจจะบริจาคเงิน สิ่งของ หรือหนังสือ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนชุมชนบ้านคลองเรือ ติดต่อได้ที่ 087-266-2131(ครูชิค)
|
 |
 |
|
|
|
 |